|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
โดย คุณสุทีม ภัทรมาลัย
สวัสดีครับ ผมมัวแต่วุ่นอยู่กับการทำงานช่วงสิ้นปี ก็เลยไม่ได้ร่วมแจมกับการเปลี่ยนแปลงโฉมครั้งใหญ่ของสวัสดีแอคชัวรี ฉบับที่แล้ว ภายใต้หัวเรือใหญ่ของน้องทอมมี่คนเดิม ที่ไฟแรงมากๆ และเสียดายอีกเช่นกันที่ไม่ได้ไปพบปะสังสรรค์เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ แอคชัวรีในงาน TAG (Thai Actuarial Gathering) ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว และในตอนนี้ก็ได้ออกมาเปิดบริษัทให้บริการปรึกษาทางด้านแอคชัวรีอย่างเต็มตัว ในขณะที่ยังพอมีเวลาที่ปลีกตัวจากงานที่เข้ามา ก็เลยคิดว่าจะมาเขียนเรื่องแบ่งปันกันให้อ่านกันบ้างก็น่าจะดี โดยผมได้ดึงเฉพาะแนวคิดหลักๆ จากต้นฉบับของ Asset Liability Management for a Going Concern (โดย William H. Panning) และตัดการพิสูจน์สูตรที่ยากออก เริ่มเรื่องกันเลยครับ โดยส่วนมากเวลากล่าวถึง ALM (Asset Liability Modelling, Asset Liability Management, Asset Liability Matching) มักคิดถึงเฉพาะธุรกิจประกันชีวิต เพราะลักษณะหนี้สินของธุรกิจประกันชีวิตเป็นหนี้สินระยะยาว ทำให้ต้องมีการวางแผนการลงทุนทางฝั่งสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับทางฝั่งที่เป็นหนี้สิน ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เกิดความเสี่ยงจากการลงทุนได้ ถ้าบริษัทฯลงทุนในสินทรัพย์ที่มีระยะเวลาสั้นกว่าหนี้สิน ก็จะมีความเสี่ยงจากการลงทุนซ้ำกลับเข้าไปในตลาด (reinvestment risk) ซึ่งอาจจะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเป้าหมายการลงทุนเดิม หากบริษัทฯลงทุนในสินทรัพย์ที่มีระยะเวลายาวกว่าหนี้สิน ก็จะทำให้บริษัทมีความเสี่ยงจากการต้องขายสินทรัพย์ก่อนที่จะครบกำหนด เพื่อนำมาหล่อเลี้ยงกระแสเงินสดขาออกของหนี้สิน (disintermediation risk) ความสำคัญหรือวัตถุประสงค์ของ ALM เป็นการบริหารจัดการระดับความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ย (interest rate risk) ที่บริษัทฯ เผชิญอยู่ บ่อยครั้งที่จะพบว่ามุ่งเน้นไปที่สินทรัพย์และหนี้สินที่มีอยู่ในปัจจุบันตามงบดุล ไม่ได้นับรวมมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินจากธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมักคิดตามมาตรฐานบัญชีในแง่ของ goodwill เท่านั้น หากมีการคำนึงถึงธุรกิจในอนาคตด้วย วิธีการกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยก็จะเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างที่สุด การทำ ALM จะมีประโยชน์และท้าทายมากยิ่งขึ้น หากไม่มองเพียงว่าเป็นการลงทุนสินทรัพย์เพื่อให้สอดคล้องกับหนี้สินที่มีอยู่เท่านั้น ALM มีขึ้นมาจากความเห็นพ้องต้องกันอยู่ 2 ประการ คือ 1) มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงของบริษัท คิดมาจาก มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินจากสินทรัพย์ (PV of Assets CF) หักด้วย มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินที่ไหลออกของหนี้สิน (PV of Liabilities CF) และ 2) จุดประสงค์หลักของ ALM คือการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทตามข้อ 1 ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ก่อนการนำ ALMไปประยุกต์ใช้นั้นควรต้องระวังในเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้ การประเมินราคาสินทรัพย์: ราคาตลาดของสินทรัพย์ต้องสามารถหาได้ และสะท้อนถึงมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินในอนาคต และต้องระวังให้มากสำหรับการประเมินสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ รวมถึงความไม่แน่นอนในการชำระหนี้ของลูกหนี้ การประเมินราคาหนี้สิน: มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของหนี้สินนั้นเป็นราคาที่ทำให้บางคนยอมถือครองหนี้สิน ถ้าหนี้สินมีความเสี่ยงมาก ก็จะต้องจ่ายในราคาที่มากกว่าเพื่อให้บางคนยอมถือครองหนี้สินนั้น โดยสมมติว่าไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ การประเมินมูลค่าของหนี้สินบังคับให้ต้องพิจารณาทั้งกระแสเงินที่คาดหวัง และความแปรปรวนของกระแสเงินดังกล่าวควบคู่กันไปด้วย การกำหนดอัตราดอกเบี้ย: การจัดการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าบริษัทที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย ก็ต้องมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่จะนำมาใช้ โดยความคิดหลักอยู่ที่ Duration ซึ่งเป็นการวัดการเปลี่ยนแปลงมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดว่าเปลี่ยนไปกี่เปอร์เซนต์ ต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยหนึ่งเปอร์เซนต์ โดยสมมติว่าความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นเส้นตรง แต่ก็ไม่เสมอไปที่กระแสเงินสดจะเปลี่ยนแปลงขนานไปกับอัตราดอกเบี้ย ดังนั้นควรจะพิจารณาถึงความสำคัญของ การวัดและบริหารเกี่ยวกับ convexity การวิเคราะห์ถึงผลกระทบของรูปทรงของ yield curve และมีการปรับ duration ของหนี้สินสำหรับความเกี่ยวพันกันของอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อ การกำหนดสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยง: จุดประสงค์ไม่ใช่การกำจัดความเสี่ยง แต่เป็นการทำให้แน่ใจว่าจะได้รับอัตราผลตอบแทนที่เหมาะสมสำหรับความเสี่ยงที่รับอยู่ สมมติว่าบริษัทมี duration ของสินทรัพย์ เท่ากับ 8 และ duration ของหนี้สินเท่ากับ 4โดยปกติบริษัทก็จะลดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยโดยลด duration ของสินทรัพย์ แต่อย่างไรก็ตามในสภาพแวดล้อมที่ yield curve เป็นขาขึ้น การลด duration ของสินทรัพย์จะทำให้อัตราผลตอบแทนที่คาดหวังลดลง และสุดท้ายมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของบริษัทก็จะลดลง ดังนั้นต้องหาจุดสมดุลให้ได้ ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างหนึ่งสำหรับแอคชัวรีเช่นกัน เพราะคนส่วนใหญ่ที่กำหนดกลยุทธ์การลงทุนอาจจะหลงกลติดกับไปกับการหวังผลในการเก็งกำไรจากสภาพแวดล้อมของการลงทุนแทนที่จะมุ่งเน้นกับการจัดการความเสี่ยง ความเสี่ยงของกระแสเงินสดจึงต้องพิจารณาจากกระแสเงินสดทั้งบริษัท ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงแต่สินทรัพย์หรือหนี้สินของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งของบริษัท ถ้าต้องการบริหารมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของบริษัท การบริหารความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากแหล่งที่มาอื่นๆด้วย (เช่น ความเสี่ยงจากการรับประกันภัย ความเสี่ยงจากการปฏิบัติงาน เป็นต้น) ALM ไม่ใช่การบริหารสินทรัพย์: โดยส่วนใหญ่บริษัทประกันวินาศภัยจะมองหนี้สินที่มีอยู่เป็นสิ่งที่ให้มาในโจทย์ของ ALM แล้ว แค่หาซื้อหรือลงทุนในสินทรัพย์เพื่อให้สอดคล้องกับหนี้สินดังกล่าว ซึ่งที่จริงแล้วจะมีประโยชน์หลายประการถ้ามองไปถึงว่าหนี้สินที่มีอยู่นั้นเปลี่ยนแปลงได้ เช่น การส่งประกันภัยต่อ การปรับสัดส่วนของธุรกิจหรือหนี้สินที่เกิดจากการรับประกันภัย เป็นต้น เศรษฐศาสตร์ของการประกันวินาศภัย ธุรกิจประกันภัยนั้นมักจะขาดทุนสำหรับกรมธรรม์ปีแรก และสามารถทำกำไรได้ในปีต่ออายุ นั่นก็เนื่องมาจากปีต่ออายุมีค่าใช้จ่ายในเรื่องการพิจารณารับประกันภัยและค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่ต่ำกว่า ผู้เอาประกันภัยที่อายุมากขึ้นจะระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุมากขึ้น ในแง่กำไรทางเศรษฐศาสตร์นั้นการต่ออายุกรมธรรม์มากขึ้นก็จะทำให้กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น แต่หลักการทางบัญชีนั้นจะรับรู้เฉพาะกระแสเงินสดในปีนั้นๆโดยไม่รับรู้กำไรในอนาคต เพื่อเป็นการทำให้ข้อสรุปชัดเจนมากยิ่งขึ้น จะได้ยกตัวอย่างง่ายๆ แต่ข้อสรุปสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยแสดงเป็นขั้นตอนดังนี้
1) กำหนดเบี้ยประกันภัยและสินทรัพย์ที่ต้องการ สูตรเพื่อหาเบี้ยประกันภัยที่ให้อัตราผลตอบแทนที่เหมาะสมคือ (N + k * L * e–sT) * esT = L + (k * L * e–sT) * erT โดยที่ N = เบี้ยประกันภัยสุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่าย), L = ค่าคาดหวังของความสูญเสีย (บาท), T = เวลาที่เกิดความสูญเสีย, s = อัตราผลตอบแทน ณ ปัจจุบันของพันธบัตรระยะเวลา T ปี, r = อัตราผลตอบแทนของการลงทุนก่อนหักภาษี และ k = อัตราเงินส่วนเกินสำหรับรองรับการเสียสูญ
นั่นคือเบี้ยประกันภัย N = L * e–sT * (1 – k + k * e(r-s)T) ตามปกติงบดุลของบริษัทประกันภัยจะประกอบด้วย สินทรัพย์ เท่ากับ หนี้สินหรือเงินสำรองประกันภัย บวกกับเงินส่วนเกินที่เผื่อไว้ (Asset = Reserve + k*Reserve หรือ A = (1+k)*R) สำหรับงบดุลทางเศรษฐศาสตร์ มูลค่าปัจจุบันของเงินสำรอง V(R) = 2) มูลค่าของธุรกิจที่จะเกิดในอนาคต ต่อไปจะพิจารณาถึงกระแสเงินสดในอนาคต ซึ่งประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ กระแสเงินสดในอนาคตจากธุรกิจที่มีอยู่ (renewal business) และกระแสเงินสดในอนาคตจากธุรกิจใหม่ (new business) ในที่นี้ขอสมมติว่า การเพิ่มขึ้นของต้นทุนความสูญเสียในอนาคตหักลบกับการเพิ่มขึ้นของเบี้ยประกันภัยในอนาคต กำหนดอัตราความยั่งยืนหรืออัตราการต่ออายุกรมธรรม์จากปีหนึ่งไปข้างหน้าอีกปีเท่ากับ p ซึ่งคงที่ตลอดทุกๆปี (t=1 เป็น p, t=2 เป็น p2) มูลค่าปัจจุบันของการจ่ายความสูญเสียในอนาคตเป็น V(FL), มูลค่าปัจจุบันของเบี้ยประกันภัยในอนาคตเป็น V(FP) นั่นคือมูลค่าปัจจุบันของการเก็บธุรกิจปีต่ออายุในอนาคต V(FR) = V(FP) – V(FL) มูลค่าของผู้ถือหุ้นหรือ S/H value = V(A) – V(R) + V(FR) + V(NB) ในตารางข้างล่างนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึง อัตราส่วนของมูลค่าของผู้ถือหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (the ratio of Shareholder value to Book value) ในกรณีที่อัตราความยั่งยืน (p)และการจ่ายความสูญเสียที่เวลาต่างๆ (T)ที่แตกต่างกัน
กล่าวโดยสรุปคือมูลค่าปัจจุบันของธุรกิจในอนาคตนั้นเป็นสัดส่วนที่สำคัญยิ่งต่อมูลค่าของผู้ถือหุ้นโดยรวม ในข้อ 1) เราสนใจ V(A) * D(A) = (1+k)*V(R) * D(R) แต่ตอนนี้เราต้องสนใจพิจารณา V(A) * D(A) + V(FR) * D(FR) = (1+k)*V(R) * D(R) โดยที่ V(FR) นั้นได้รวมธุรกิจต่ออายุและธุรกิจใหม่ V(NB)ไว้ด้วยแล้ว V(FR) > 0 ต่อเมื่อบริษัทมีกำไร ดังนั้นหาก D(FR) > 0 ก็สามารถสรุปได้ว่า D(A) จะน้อยกว่าแต่ก่อน หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า ถ้ามูลค่าของธุรกิจในอนาคตเพิ่มค่าสมการทางซ้ายมือ ในขณะที่ทางขวามือของสมการคงเดิม นั่นก็หมายความว่า duration ของสินทรัพย์จะลดลงเพื่อหักลบกับการเพิ่มของมูลค่าธุรกิจในอนาคต เนื่องจาก V(FR) = V(FP) – V(FL) ดังนั้น D(FR) จะสัมพันธ์กับ D(FP) โดยเบี้ยประกันภัยในอนาคต(FP) แบ่งได้เป็น 2 ส่วนคือ เบี้ยประกันภัยคงที่ (Nf)ไม่เปลี่ยนแปลงตามอัตราดอกเบี้ย และเบี้ยประกันภัยผันแปร(Nv) ที่จะเปลี่ยนแปลงตามอัตราดอกเบี้ย ถ้าให้ v เป็นสัดส่วนของเบี้ยที่ผันแปร จะได้ N = (1-v) * Nf + v * Nv ทำให้ D(FP) จะต้องถัวเฉลี่ยจาก D(Nf) และ D(Nv) ถ้าเบี้ยประกันภัยในอนาคต (FP) แปรผันกับอัตราดอกเบี้ยทั้งหมด (v=1) จะทำให้ D(A) จะต่ำกว่ากรณีปกติ แต่หากเบี้ยประกันภัยในอนาคต (FP) ไม่แปรผันตามอัตราดอกเบี้ย (v=0) จะทำให้ D(A) สูงมากขึ้นกว่ากรณีปกติ กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าบริษัทไม่ควรจะแยกกลยุทธ์ทางการลงทุน (investment strategy) ออกจากกลยุทย์การกำหนดราคา (pricing strategy) 3) ผลกระทบจากภาวะการแข่งขันในตลาด ในความเป็นจริง การที่บริษัทจะรักษาฐานลูกค้าได้มากน้อยเพียงไรนั้นขึ้นอยู่กับการกำหนดราคาของบริษัทคู่แข่งในตลาด สมมติว่าบริษัทคู่แข่งใช้สัดส่วนของเบี้ยประกันภัยผันแปรเท่ากับ w (แทนที่จะเป็น v) และกำหนดให้ q เป็น elasticity ของอัตราการเติบโตของบริษัท (p) ต่อการเปลี่ยนแปลงของการเปรียบเทียบเบี้ยประกันภัยกับบริษัทคู่แข่ง (Nrel) ถ้าบริษัทคู่แข่งใช้กลยุทธ์การกำหนดราคาตรงกันข้ามกับบริษัท คือ w = 0 ในขณะที่บริษัทใช้ v = 1 และ สมมติว่า q = 1 (หมายความว่า ถ้าเบี้ยประกันภัยของบริษัทสูงกว่าคู่แข่ง 10% อัตราการเติบโตก็จะลดลง 10% ด้วย) จากการทดสอบพบว่า D(A) จะสูงหรือเสี่ยงมากขึ้น ทำให้สรุปได้ว่ากลยุทธ์การลงทุนและการกำหนดราคาต้องทำให้สอดคล้องกัน และคำนึงถึงผลกระทบจากการแข่งขัน ซึ่งจะสะท้อนกลับไปที่อัตราการเติบโตของบริษัท
สุดท้ายนี้ขอสรุปสิ่งที่อยากให้ได้จากบทความนี้
นับเป็นครั้งแรกที่ผมได้อ่านการนำแนวคิดเรื่อง ALM มาใช้กับธุรกิจประกันวินาศภัย เลยนำมาฝากกัน แล้วพบกันใหม่ในโอกาสต่อไปครับ และหากท่านใดต้องการอ่านจากต้นฉบับ ก็สามารถอ่านได้จาก Asset Liability Management for a Going Concern by William H. Panning, Chapter 12 of The Financial Dynamics of the Insurance Industry, edited by Edward I. Altman and Irwin T. Vanderhoof |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||