โดย คุณพิเชฐ เจียรมณีทวีสิน์
ฉบับที่แล้วเขียนเพลินไปหน่อย เลยกระโดดข้ามไปเรื่อง Liquidity risk ซึ่งเป็นเรื่องฮอตอยู่ถึงทุกวันนี้ ฉบับนี้เราย้อนความกลับมาเล็กน้อย ความเสี่ยงสามตัวแรกที่กล่าวมาแล้ว ถ้ายังไม่ลืมจะมี
-
Interest rate risk (Disintermediation risk หรือ disinvestment risk หรือ price risk)
-
Reinvestment risk
-
Prepayment risk (Cash Flow risk, Call risk, timing risk)
ซึ่งบอกได้ว่าทั้งสามตัวนี้เป็นตัวที่สำคัญในการทำความเข้าใจกับ Risk management และ asset liability management เบื้องต้น
ความเสี่ยงตัวที่สี่นี้ ไม่ได้ยากเท่ากับตัวที่ผ่านมา แต่กลับมีความสำคัญและกล่าวถึงบ่อยไม่แพ้กันเลย เชื่อว่าทุกคนเคยผ่านการลิ้มลองความรู้สึกของการโดนชักดาบ ใช่แล้วครับ ความเสี่ยงตัวนี้เรียกง่ายๆ ว่าเป็นความเสี่ยงของการโดนเบี้ยว หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า Default risk หรือจะเรียกว่า Credit risk ก็ไม่ว่ากัน
Credit Risk
การโดนเบี้ยว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลา หรือ ปริมาณเงินที่ไม่ได้ตามที่ตกลงกันไว้ ก็ถือว่าเข้าข่าย Default risk ครับ หรือ ถ้าบริษัทที่ออกตราสาร (แล้วเราไปซื้อเอาไว้) เกิดล้มเลิกกิจการไป นั่นก็เห็นๆ กันอยู่ว่าเข้าข่ายที่จะไม่ได้เงินคืนตามที่ตกลงกันไว้ (ในแง่ปริมาณเงิน และเวลาที่กำหนด)
จริงๆ แล้ว นิยามของ Credit risk คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการสูญเสียมูลค่าของสิ่งที่ลงทุนไป ดังนั้น จะแบ่งออกได้เป็น 3 หลักใหญ่ๆี้
- ความเสี่ยงจากการล้มเลิกกิจการ (default risk)
ตราสารที่มีการค้ำประกัน (Collateral) ย่อมมี ความเสี่ยงน้อยลง ยิ่งสินทรพัย์ที่มีการค้ำประกันมีค่าสูงกว่าเงินกู้มากเท่าไร ก็ยิ่งมี Default risk น้อยลงเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เค้าจะใช้ property (ที่ดิน) เป็น collateral
- ความเสี่ยงจากการถูกลดการจัดอันดับ credit rating (degrade crediting rate) จากนักจัดอันดับการลงทุน (crediting agency) ซึ่งก็ทำให้มูลค่าของสิ่งที่ลงทุนไปลดลงได้เช่นกัน
Credit rating agency ที่เห็นกันชัดๆ ก็คือ S&P’s ซึ่งจะให้เกรด ยกตัวอย่างเช่น
• AAA เป็นเกรดที่สูงสุด แล้ว AAa ก็เป็นอันดับรองลงมาเป็นลำดับ
• จำง่ายๆ ว่า ถ้าบริษัทได้ AA มาแสดงว่า บริษัทมีความเป็นไปได้ที่จะล้มเลิกกิจการ ในทุกๆ 2000 ปี (99.95% ความเชื่อมั่น)
• แต่ถ้าบริษัทได้รับการจัดอันดับต่ำกว่า BBB ตราสารที่ออกโดยบริษัทนี้จะเรียกว่า Speculate bond หรือ Junk bond ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีความเสี่ยงมากกว่า Investment bond ที่มีเกรดตั้งแต่ BBB ขึ้นไป
- Concentration risk เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการกระจุกตัวของการที่เลือกลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งมากจนเกินไป
ขอแนะนำว่าดูในเง่ Diversification จะดีกว่า เพราะดูเหมือนจะคุ้นเคยกับคำฮิตติดหูในบ้านเราว่า การกระจายความเสี่ยง (ใส่ไข่ในตระกร้าหลายๆ ใบ ดีกว่าใส่ไข่ในตระกร้าใบเดียว) ยิ่ง diversify การลงทุนมากเท่าไร concentration risk ก็ยิ่งมีน้อยเท่านั้น