|
||
![]() |
||
|
โดยคุณพิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ได้มีโอกาสได้รับเชิญให้ไปบรรยายเกี่ยวกับความรู้เรื่องการเงินให้กับนักศึกษามาหลายสถาบันแล้ว หนึ่งในเรื่องที่ผมได้กล่าวถึงอยู่เป็นประจำก็คือเรื่อง “ความเสี่ยงด้านการลงทุน” เพราะเมื่อพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการเงินก็คงไม่พ้นเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนในกระดาษ ที่ภาษาการเงินเรียกกันว่า “Financial Asset*” และเมื่อว่ากันถึงทฤษฎีของการลงทุนนั้น เราสามารถตีความหมายออกมาเป็นคำพูดง่ายๆ ว่าความเสี่ยงในการลงทุนก็คือ การที่ “อัตราผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนนั้นจะได้รับจริง (Actual return)” ได้คาดเคลื่อน, เบี่ยงเบน, หรือแตกต่างไปจาก “อัตราผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนนั้นคาดหวังไว้ว่าจะได้รับ (expected return)” “ความเสี่ยงน้อย หมายความว่า การคาดการณ์ expected return จากการลงทุนน่าจะมีความผิดพลาดน้อย” “ความเสี่ยงมาก หมายความว่า การคาดการณ์ expected return จากการลงทุนอาจจะผิดพลาดได้มาก” ฉะนั้น ไม่ว่าผู้ลงทุนจะขาดทุน หรือได้กำไรน้อยกว่าที่คาดไว้ หรือได้กำไรมากกว่าที่คาดไว้ ก็ถือเป็นความเสี่ยงทั้งสิ้น เพราะความคลาดเคลื่อนเช่นนั้น แม้ว่าจะเป็นในทางบวก (กำไรมากกว่าที่คาดการณ์ไว้) จะทำให้ผู้ลงทุนนั้น วางแผนการลงทุนในอนาคตได้ยากลำบาก เช่น อาจจัดสรรหรือแบ่งเงินลงทุน “มากไป” ในหลักทรัพย์ที่มี expected return สูง แต่กลับมี actual return ต่ำ ในขณะเดียวกันกลับจัดสรรเงินไปลงทุน “น้อยไป” ในหลักทรัพย์ที่มี expected return ต่ำ แต่กลับมี actual return สูง และอาจส่งผลให้ผลตอบแทนรวม (total return) ที่ผู้ลงทุนควรจะได้รับน้อยกว่าที่ควร ผู้ลงทุนที่ชาญฉลาดจึงควรจะรู้จักกับ “ความเสี่ยง” ในการลงทุน เพื่อที่จะได้วางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (หรือทำใจล่วงหน้าครับ)
ผมเคยหยิบยกความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้ของ Fabozzi** มากล่าวเอาไว้ และก็คงจะขอยกมากล่าวสรุปอีกครั้งหนึ่งดังนี้ครับ ชนิดของ Investment Risk
ความสัมพันธ์ของความเสี่ยงและผลตอบแทนจากการลงทุน ระดับผลตอบแทนจากการลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินใด ๆ มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับระดับความเสี่ยง กล่าวคือ หากระดับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนสูงขึ้น ระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนพึงแบกรับจากการลงทุนนั้น จะสูงขึ้นด้วยเสมอ
ระดับผลตอบแทนจากการลงทุน ทุกคนคงจะเคยได้ยินคนพูดกันอยู่เสมอว่า “High Risk, High Return” ทำให้บางคนไปตีความหมายผิดๆ ว่า ถ้ายิ่งลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงก็จะยิ่งได้อัตราผลตอบแทนสูง ผมจึงได้กล่าวย้ำอยู่เสมอทุกครั้งที่ได้ไปบรรยายว่า
ปัจจัยความเสี่ยง นอกจากความสัมพันธ์ของความเสี่ยงและผลตอบแทนจากการลงทุนแล้ว สิ่งที่น่ารู้ต่อไปก็คือ ความเสี่ยงในการลงทุน มาจากปัจจัยสำคัญ 2 ประเภทด้วยกัน คือ
การกระจายการลงทุนเพื่อลดระดับความเสี่ยง และจากแผนภาพข้างบนนั้น ก็สามารถอธิบายแนวความคิดว่า หากผู้ลงทุนได้กระจายเงินลงทุนในหลักทรัพย์ต่างหลักทรัพย์ในจำนวนที่มากขึ้น ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (umsystematic risk) จะลดต่ำลงตามลำดับเพราะความเสี่ยงของแต่ละหลักทรัพย์ที่ต่างกัน จะชดเชยกันเอง ทำให้ระดับความเสี่ยงรวม (total risk) ของกลุ่มหลักทรัพย์ (portfolio) ที่ลงทุน ลดต่ำลงตามลำดับเช่นกัน ในที่สุดแล้ว ความเสี่ยงที่กระทบกลุ่มหลักทรัพย์ที่ลงทุน ก็จะคงเหลือแต่ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (systematic risk) เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นเราจึงได้ยินคนพูดกันบ่อยๆ ว่าการกระจายความเสี่ยง (Diversification) นั้นเป็นสิ่งที่ดี ถ้าทำได้ถูกต้องก็เหมือนสิ่งที่ช่วยลดต้นทุนในการจัดการความเสี่ยงได้ จนมีคนว่ากันว่าการกระจายความเสี่ยงนั้นก็เหมือนของฟรี (หรือ Free lunch) ที่นักลงทุนไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินหรือรายบุคคลนั้น ไม่ควรพลาดนั่นเอง
|
||
|
||