|
||
![]() |
||
|
โดย คุณสุชิน พงษ์พึ่งพิทักษ์
ถ้าท่านกำลังพิศวงงงงวยอยู่ว่าผมกำลังจะเขียนเรื่องอะไรให้อ่าน แสดงว่าท่านยังไม่เคยอ่านเนื้อหา Preferred risk classification ภาคปฐมบทที่ตีพิมพ์ลงในสวัสดีแอคชัวรีฉบับที่แล้ว ขอแนะนำให้ไปหาอ่านย้อนหลังก่อน เพราะผมจะกระชับพื้นที่บทความ (ศัพท์ทันสมัยซะด้วย) ไม่ท้าวความยืดยาวให้เปลืองหน้ากระดาษ ฉบับที่แล้วเกริ่นไว้ในตอนจบว่าจะมาอธิบายวิธีการทำ Preferred risk classification ในฉบับนี้ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา มาเริ่มกันเลย สมมติว่าปัจจุบันบริษัทของท่านใช้ระบบการจัดระดับชั้นความเสี่ยงภัยแบบพื้นฐาน นั่นคือมีเฉพาะความเสี่ยงชั้น standard กับ substandard risk เท่านั้น และต้องการเปลี่ยนแปลงโดยการเพิ่มชั้น preferred risk ขึ้นมาใหม่ ท่านจะต้องทำอย่างไร มีประเด็นอยู่ 2 ข้อที่ต้องขบคิด หนึ่ง เราจะใช้ปัจจัยอะไรในการพิจารณาว่าลูกค้าเป็น preferred risk หรือไม่ และสอง อัตรามรณะของ preferred risk ควรต่ำกว่าอัตรา non-preferred risk เท่าไหร่ ในบทความนี้ผมจะเน้นอธิบายเฉพาะประเด็นแรกเท่านั้น ส่วนในประเด็นที่สองจะค่อนไปทาง actuarial มาก จึงจะไม่พูดถึงมากนัก ถ้ามีผู้สนใจก็ลองไป search หาบทความเกี่ยวกับ Preferred risk mortality ดูได้ ไม่ว่า Society of Actuaries ของสหรัฐอเมริกาหรือบริษัทรับประกันต่อหลาย ๆ แห่งจะมีการศึกษาเอาไว้ ถ้าเราจะนั่งดุ่มๆนึกว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้ความเสี่ยงในการเสียชีวิตของลูกค้าแต่ละคนสูงต่ำต่างกัน ก็อาจจะไล่เรียงออกมาได้เป็นร้อยเป็นพันข้อ แต่ในทางปฏิบัติจะไปนั่งถามหรือสอบเอาข้อมูลลูกค้าเป็นร้อยเป็นพันข้อคงทำไม่ได้ ดังนั้นจึงควรเลือกเฉพาะปัจจัยที่สำคัญๆเท่านั้น การเลือกปัจจัยความเสี่ยงสำคัญที่ใช้พิจารณาว่าผู้ขอเอาประกันเข้าข่าย Preferred risk หรือไม่ควรจะเริ่มต้นจากการวิเคราะห์สาเหตุการเสียชีวิต ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมาจาก 3 สาเหตุหลักได้แก่ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และอุบัติเหตุ จากนั้นก็พิจารณาดูว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดความเสี่ยงนำไปสู่สาเหตุการเสียชีวิตสามประการนี้ก็จะเลือกขึ้นมาเป็นปัจจัยในการพิจารณา Preferred risk classification ถ้าใครมีปัจจัยเหล่านี้เชิงบวกหรือดีก็แสดงว่ามีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่ำสามารถจัดอยู่ในระดับชั้น Preferred risk ชำระเบี้ยในอัตราที่ถูกลงได้ เพื่อให้เห็นภาพจะขออธิบายรายละเอียดปัจจัยความเสี่ยงที่นิยมใช้สำหรับ Preferred risk classification ตามแต่ละสาเหตุดังนี้ โรคหัวใจ
โรคมะเร็ง อุบัติเหตุ
ปิดท้ายด้วยข้อควรพิจารณาหรือข้อควรระมัดระวังในการนำ Preferred risk classification ไปใช้ ด้าน actuary – บ่อยครั้งที่ actuary ที่คำนวณเบี้ยสำหรับ Preferred risk มักตกหลุมพรางความเข้าใจผิด สมมติว่าปัจจุบันเราเก็บเบี้ยสำหรับ Standard risk อยู่ที่ 10 บาท ถ้าเราจะเปลี่ยนเป็นระบบแยก Standard risk เป็นพวก Preferred กับ Non-preferred แน่นอนว่าเบี้ย Preferred จะต่ำลงกว่า 10 บาท แต่ในขณะเดียวกันเบี้ย Non-preferred จะต้องสูงกว่า 10 บาทเพื่อทำให้เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 10 บาท อย่างเช่น ถ้าเบี้ย Preferred risk ประมาณการอยู่ที่ 8 บาทและคาดการณ์ว่าจะมีคนเข้าข่าย Preferred risk ที่ 20% ดังนั้นเบี้ยของ Non-preferred จะต้องอยู่ที่ 10.5 บาทไม่ใช่ 10 บาทแล้ว (10.5 ได้จากแก้สมการหาค่า P ที่ทำให้ 20%x8 + 80%xP = 10) ด้าน Underwriting – ระบบ Preferred risk นี้จะเป็นไปได้ด้วยดีถ้า underwriter สามารถทำงานแยกลูกค้าตามปัจจัยความเสี่ยงได้ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ได้ ฟังดูอาจจะง่าย แต่บอกได้เลยว่าร้อยทั้งร้อยทำได้ยากมาก เพราะจะมีลูกค้าและตัวแทนเข้ามากดดันเสมอ เช่น ระดับไขมันในเลือดเกินเกณฑ์ไปแต่เนื่องจากเป็นเคสเบี้ยใหญ่ ร้องขอให้ช่วยออกกรมธรรม์เป็น Preferred risk เป็นกรณีพิเศษ การหย่อนเกณฑ์เหล่านี้จะทำให้การคำนวณต้นทุนต่างๆผิดพลาดจนอาจจะนำไปสู่ภาวะขาดทุนได้ ในคราวที่แล้วได้เชิญชวนให้ผู้อ่านร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำ Preferred risk classification มาใช้กับธุรกิจประกันชีวิตของไทย ปรากฏว่ามีคุณพัชร์ (เข้าใจว่าเป็นฝ่ายบุคคลของบริษัททิพยประกันภัย ถ้าผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ) เสียสละเวลาร่วมส่งความคิดเห็นเข้ามาเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา (เกือบไม่ทันปิดเล่ม) ผมเลยขออนุญาตนำข้อความของคุณพัชร์มาลงทั้งหมด “การทำ Preferred Risk Classification ในประเทศไทยอาจมีความแตกต่างกับในต่างประเทศเนื่องจากการทำประกันชีวิตในประเทศไทยนั้นเน้นไปในการออมซึ่งผู้ซื้อต้องการความง่ายต่อการเข้าใจเป็นหลัก และ พฤติกรรมของผู้ซื้อประกันจะเปลี่ยนแปลงได้ง่ายโดยเฉพาะหากผู้ซื้ออายุน้อย แต่จะเหมาะในกรณีที่จะทำขายให้กับบริษัทหรือองค์กรที่ต้องการทำประกันชีวิตให้กับบุคลากร เนื่องจากการเสียบุคลากรที่มีความสำคัญจะมีผลเสียกับบริษัท เนื่องจากการเปลี่ยนพฤติกรรมจะมีน้อยกว่าและบริษัทก็ต้องการเบี้ยที่ต่ำ ไม่ได้ต้องการทำเพื่อลงทุนหรือผลตอบแทน” เป็นมุมมองความคิดเห็นที่น่าสนใจมากครับ จริงๆแล้วมีตลาดประกันชีวิตบุคคลากรสำคัญให้กับองค์กรจริงๆ (เรียกว่า Key Man Insurance) ซึ่งส่วนใหญ่ทุนประกันและเบี้ยประกันค่อนข้างสูง ผมค่อนข้างเห็นด้วยว่าการทำ Preferred risk classification น่าจะส่งผลทางการตลาดได้ดี ไม่ว่าด้วยเบี้ยที่ถูกลงและตอบความต้องการด้านค่าใช้จ่ายขององค์กรที่เป็นผู้ซื้อและชำระเบี้ยให้ เพียงแต่ว่าตลาดกลุ่มนี้ยังค่อนข้างเล็กจึงอาจไม่ได้รับความสนใจในเรื่อง Preferred risk classification เท่าใดนัก สำหรับความคิดเห็นส่วนตัวของผมเอง (ขอย้ำว่านี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวไม่ได้มาจากตำราใดๆจึงอาจจะถูกหรือผิดก็ได้คงไม่ว่ากัน) ผมเห็นคล้ายๆกับคุณพัชร์ว่าการทำ Preferred risk classification ในไทยน่าจะเห็นผลทางการตลาดได้น้อยกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากแบบประกันยอดนิยมที่ขายในบ้านเราส่วนใหญ่เป็นแบบสะสมทรัพย์ที่มีความคุ้มครองชีวิตน้อย การทำ Preferred risk classification ของกลุ่มสินค้าสะสมทรัพย์จะทำให้เบี้ยประกันลดลงไม่มากนัก เนื่องจากเบี้ยส่วนใหญ่เป็นเรื่องการออมมากกว่าความคุ้มครองชีวิต (ไม่เหมือนกับแบบ Term) อัตรามรณะลดลง 30-40% อาจทำให้เบี้ยสะสมทรัพย์ถูกลงแค่ 2-3% เท่านั้น จึงไม่น่าจะส่งผลในการแข่งขันทางการตลาดได้มากเหมือนสหรัฐฯที่ขายแบบประกัน Term กันมาก ผู้รู้บางท่านอาจจะแย้งว่าจริงๆแล้วประเทศไทยก็มีตลาด Term ที่ใหญ่และสำคัญเหมือนกัน นั่นก็คือการประกันสินเชื่อ แต่ผมก็เห็นว่า Preferred risk classification อาจจะไม่ใช่กุญแจความสำเร็จที่ตอบสนองความต้องการทางธุรกิจของการประกันสินเชื่อก็ได้ เพราะการประกันสินเชื่อมักจะถูกเสนอขายร่วมกับเงื่อนไขการปล่อยกู้ ดังนั้นสถาบันการเงินต้องการให้การรับประกันภัยสะดวกง่ายดายไม่ทำให้กระบวนการปล่อยสินเชื่อโดยรวมสะดุด ดังจะเห็นได้จากส่วนใหญ่การประกันสินเชื่อมักใช้ใบคำขอแบบง่ายที่มีคำถามไม่กี่ข้อ มีกฏเกณฑ์การตรวจสุขภาพที่ผ่อนปรนกว่าการประกันชีวิตปกติ ดังนั้นการทำ preferred risk classification ถึงแม้ทำให้เบี้ยถูกลงได้แต่จะทำให้ขั้นตอนการพิจารณารับประกันภัยยุ่งยากมากขึ้น เช่น ต้องแถลงรายละเอียดในใบคำขอมากขึ้นตามปัจจัยพิจารณาที่อธิบายไปข้างต้น อาจไม่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงทางธุรกิจ ขอขอบคุณท่านผู้อ่านที่ร่วมแสดงความคิดเห็นเข้ามา และหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่านนะครับ |
||
|
||