|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
โดย คุณสุชิน พงษ์พึ่งพิทักษ์
คนที่สอบ SOA รุ่นเก่าๆคงจะคุ้นเคยตำราคู่มือสอบในสมัยโบราณที่นิยมใช้ชื่อว่า Course XXX Made Easy ให้มีความหมายประมาณว่า ตำราเล่มนี้สามารถติวให้คุณเข้าใจเนื้อหาวิชาได้อย่างง่ายๆเพื่อไปสอบ วันนี้ผมขอหยิบยืมชื่อมาใช้เป็นหัวข้อบทความที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ หลังจากปลดตัวเองจากตำแหน่งบรรณาธิการเนื่องจากอู้บ่อย ก็ถึงคราวต้องเป็นคนเขียนส่งบทความส่งให้แทน ขณะที่ยังไม่มีหัวข้อก็ตั้งใจว่าจะเขียนเนื้อหาที่ผู้สอบ SOA อาจจะได้ประโยชน์ในการสอบอนาคตด้วย เลยพยายามเอาบทความที่เป็น study note มาอ่าน แต่ว่ายังอ่านได้ไม่ถึงไหน สุดท้ายเวลาจวนตัวก็เลยหยิบเอาหัวข้อที่ตัวเองพอใช้หากินได้ในเวลาคับขันมาเขียน ก็เลยเลือกจะเขียนเกี่ยวกับเรื่อง US GAAP reserve แต่ทีนี้ด้วยความที่ปกติแล้วผมเป็นคนที่ชอบทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย (แถมทำเรื่องง่ายให้ยากบ่อยๆ) เลยตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่าจะพยายามเขียนเล่าเรื่อง US GAAP ในแบบที่คนอ่านสามารถเข้าใจได้ง่ายๆตามสไตล์ Made Easy ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง ลองมาดูกัน ก่อนที่จะเล่าเรื่อง US GAAP ขอปูพื้นฐานเกี่ยวกับ financial reporting ก่อน เพื่อให้ผู้อ่านทั้งหลายเห็นภาพการรายงานผลกำไรตรงกัน โดยจะขอเน้นไปที่การแสดงผลกำไรในงบกำไรขาดทุน ทีนี้แทนที่จะเขียนบรรยายไปเรื่อยๆ ขออธิบายประกอบตัวอย่างการแสดงตัวเลขก็แล้วกัน ตัวอย่างเป็นอย่างนี้ครับ บริษัท A มีขายแบบประกันสะสมทรัพย์ 3 ปีซึ่งจะจ่ายผลประโยชน์ 90 บาทในกรณีที่เสียชีวิตภายใน 3 ปีหรือกรณีที่มีชีวิตอยู่จนถึง ณ สิ้นปีที่ 3 ทั้งนี้บริษัทกำหนดเบี้ยประกันรายปีสำหรับแบบประกันดังกล่าวไว้ที่ 40 บาทต่อปี ในการดำเนินงานของบริษัท มีค่าใช้จ่ายปีแรกในการได้มาซึ่งกรมธรรม์ (First Year Acquisition Cost) จำนวน 12 บาทต่อกรมธรรม์ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั่วไปเท่ากับ 10 บาทต่อปีไม่ขึ้นกับจำนวนกรมธรรม์ อนึ่งเพื่อให้การคำนวณสะดวกและง่ายต่อการทำความเข้าใจ สมมติว่าดอกเบี้ยในโลกนี้เท่ากับ 0% ตลอดกาล เราจะมาสร้างงบกำไรขาดทุนประมาณการณ์ในเวลา 3 ปีข้างหน้าของบริษัท A กัน โดยสมมติว่าขายกรมธรรม์ดังกล่าวได้ 10 กรมธรรม์ และคาดการณ์ว่าไม่มีคนเสียชีวิตใน 3 ปีนับจากนี้ งบกำไรขาดทุน แบบที่ 1
จะเห็นได้ว่ารวม 3 ปีแล้วมีผลกำไรรวมทั้งสิ้น 150 บาทหรือเฉลี่ย 50 บาทต่อปี แต่อย่างไรก็ตามกำไรที่เกิดขึ้นในแต่ละปีไม่มีความใกล้เคียงกับตัวเลขกำไรเฉลี่ยต่อปีแม้แต่น้อย แถมผลกำไรเยอะแยะมหาศาลในสองปีแรก (+270 และ +390) แต่ขาดทุนถล่มทลายในปีที่ 3 (-510) ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ คำอธิบายเป็นอย่างนี้ครับ งบกำไรขาดทุนแบบที่ 1 ตามตารางข้างต้นเป็นการแสดงแบบ Cash basis นั่นคือดูที่ตัวเงินที่มีการจ่ายจริงรับจริง แต่ถ้าเราลองคิดดูให้ดีๆ กำไร +270 ในปีแรกไม่ได้เป็นกำไรที่แท้จริง เนื่องจากเบี้ยประกัน 400 บาทที่ได้รับหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆแล้วจะต้องกันส่วนหนึ่งไว้เพื่อจ่ายผลประโยชน์ 900 บาทในอีกสามปีแทนที่จะสามารถถือว่าทั้งหมดเป็นกำไรได้ทันที ซึ่งเจ้ากลไกที่ใช้สะท้อนผลกำไรที่แท้จริงนี้โดยปรับเงินที่กันไว้สำหรับผลประโยชน์ในอนาคตเรียกว่าการตั้งเงินสำรองประกันภัย จากตัวอย่างนี้ เราลองเลือกวิธีการตั้งสำรองแบบง่ายๆ เอาเป็นว่า ถ้าเราต้องจ่าย 900 บาทในอีก 3 ปีข้างหน้าเราจะกันเงินไว้ตั้งสำรองไว้ปีละ 300 บาทให้ได้เงินสำรอง 300 บาทสิ้นปีที่หนึ่งโตเป็น 600 บาทสิ้นปีที่สอง และสุดท้ายได้เงิน 900 บาทเมื่อสิ้นปีที่สาม ซึ่งเงินสำรองนี้จะถูกล้างทิ้งเมื่อมีการจ่ายผลประโยชน์ ณ สิ้นปีที่ 3 (หรืออาจจะมองเป็นว่า ทันทีที่เรารับเบี้ยมา 400 บาท เราจะตั้งเงินสำรองให้เค้าเพิ่มทันที 300 บาท นั่นคือต้นปีแรกรับเงิน 400 มาปุ้บ ก็มีเงินสำรอง 300 บาท พอจ่ายเบี้ยปีที่สองก็ตั้งเพิ่มให้เป็น 600 พอจ่ายเบี้ยปีที่สามก็เป็น 900 แล้วลูกค้าก็รอรับเงินคืนท้ายปีที่สาม) การเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินสำรองที่กันไว้จากต้นปีเป็นสิ้นปีจะถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในปีนั้นๆ คราวนี้เราลองมาดูงบกำไรขาดทุนแบบที่สองที่สะท้อนการจัดสรรเงินสำรองว่าแตกต่างจากแบบแรกอย่างไร งบกำไรขาดทุน แบบที่ 2(รวมเงินสำรอง)
ค่าใช้จ่ายเงินสำรองที่เปลี่ยนแปลงระหว่างปีในปีที่สามเท่ากับ +600 บาทเนื่องจากมีการจัดสรร 300 บาทเป็นค่าใช้จ่ายในปีสุดท้ายแต่เมื่อล้างเงินสำรองรวม 900 บาททิ้งกลับเป็นค่าใช้จ่ายติดลบหรือรายได้ในปีเดียวกัน สุทธิแล้วเลยเกิดรายการเปลี่ยนแปลงในค่าใช้จ่าย +600 บาท แต่ถ้าสมมติ บริษัทคุณมีหุ้นซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ จะมีนักลงทุนทั่วไปที่ซื้อขายหุ้นบริษัทคุณกี่คนกันครับที่จะทราบเจ้าลักษณะพิเศษของธุรกิจประกันชีวิตนี้ หรือเก่งกาจพอที่แยกแยะได้ว่าขาดทุนนี้เกิดจากลักษณะธุรกิจหรือเกิดจากการบริหารงานที่แย่ ส่วนใหญ่นักลงทุนทั่วไปจะวิเคราะห์ข้อมูลโดยอ่านจากงบการเงินตรงๆ (โดยเฉพาะบรรทัดกำไรในงบกำไรขาดทุน) ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้อาจจะทำให้เกิดการสรุปความเข้าใจผิดพลาดได้ง่ายว่าบริษัทคุณบริหารงานไม่ดีจนขาดทุน แล้วไอ้เจ้างบการเงินแบบ US GAAP นี่เป็นอย่างไร ความจริงแล้วมีรายละเอียดมากมายทั้งการบันทึกสินทรัพย์และหนี้สิน แต่วันนี้ผมจะยกมาอธิบายเฉพาะส่วนที่เป็นหัวใจนั่นคือการปรับผลกำไรให้ smooth ด้วยกลไกเงินสำรอง ถ้าเราพอมีความรู้เรื่องบัญชี จะพอทราบว่าภายใต้ Accrual basis ค่าใช้จ่ายจะต้องถูกบันทึกในช่วงเวลาที่ทำให้เกิดรายรับนั้นๆ จากตัวอย่างที่ผมยกไป ค่าใช้จ่ายปีแรกในการได้มาซึ่งกรมธรรม์ หรือ First Year acquisition cost ถ้าเราลงเป็นค่าใช้จ่ายในปีบัญชีแรกก็แปลว่าเงิน 120 บาทที่จ่ายไปนี้เพื่อให้ได้เบี้ยปีแรก 400 บาท ซึ่งจริงๆแล้วไม่ถูกต้องทีเดียวเนื่องจากเงิน 120 บาทที่จ่ายไปนี้จะทำให้ได้มาซึ่งกรมธรรม์กลุ่มหนึ่งที่ก่อให้เกิดรายรับปีละ 400 บาทเป็นเวลา 3 ปี ถ้าคิดเช่นนี้แสดงว่าเงิน 120 บาทมีส่วนทำให้เกิดรายรับเบี้ยประกัน 400 บาทในปีที่ 2 และ 3 ด้วย ซึ่งโดยหลักการเจ้า Acquisition cost นี้ควรถูกกระจายไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในปีที่ 2 และ 3 เช่นกัน ถึงแม้หลักการจะเป็นเช่นนี้ แต่ทางบัญชีแล้วเราไม่ไปปรับลดรายการค่าใช้จ่ายโดยตรง ค่าใช้จ่าย Acquisition cost จะยังคงลงบัญชีเต็มเม็ดเต็มหน่วยในปีแรก แต่ US GAAP จะอนุญาตให้บริษัทตั้งเงินขึ้นมาก้อนหนึ่งเป็นสินทรัพย์เพื่อหักลดค่าใช้จ่าย Acquisition cost ได้ในปีกรมธรรม์แรก จากนั้นเจ้าสินทรัพย์ก้อนนี้จะถูกทยอยตัดจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในปีต่อๆไป บางตำราจะเรียกเงินก้อนที่ตั้งขึ้นมาว่า Expense reserve แต่ความเป็นจริงแล้วมันเป็นหนี้สินเงินสำรองที่ติดลบ และทางบัญชีจะต้องบันทึกแยกเป็นสินทรัพย์ที่เป็นบวก แทนที่จะไปหักจากหนี้สินเงินสำรองตรงๆ จึงไม่ค่อยสมเหตุสมผลที่จะเรียกว่า “สำรอง” โดยที่นิยมทั่วไปจะเรียกกันว่า Deferred Acquisition Cost หรือสั้นๆว่า DAC ลองกลับมาดูที่ตัวอย่างของเรา เรามี Acquisition cost 120 บาทซึ่งจะก่อให้เกิดรายรับปีละ 400 บาทเป็นเวลา 3 ปี ถ้าคิดแล้วแสดงว่าเราจะต้องตัด Acquisition cost เป็นค่าใช้จ่ายปีละ 40 บาท นั่นคือในปีแรกเราจะจะต้องสินทรัพย์ DAC ขึ้น 80 บาทเพื่อไปหักล้างกับ Acquisition cost 120 บาทจนเหลือผลกระทบสุทธิ 40 บาทในปีแรก จากนั้นในปีที่สอง DAC จะลดลงจาก 80 บาทเหลือ 40 บาท โดยตัดออกไป 40 บาทเป็นค่าใช้จ่ายในปีที่ 2 และสุดท้ายตัดออกไปอีก 40 บาทที่เหลือในปีที่ 3 จน DAC เหลือศูนย์เมื่อสิ้นปีที่สาม คิดได้ตามนี้แล้วเราลองมาสร้างตารางงบกำไรขาดทุนแบบ US GAAP กันดู งบกำไรขาดทุน แบบที่ 3 (US GAAP)
เห็นความมหัศจรรย์ของ US GAAP มั้ยครับ ผลกำไรที่เกิดขึ้นแต่ละปีเท่ากันเป๊ะที่ปีละ 50 บาท ถ้าคิดดีๆแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือไสยศาสตร์มนตร์ดำที่ทำให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างนี้ แต่เกิดจากกลไลตัวเลขโดยเฉพาะการทำงานของเงินสำรองและ DAC ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการรายงานผลกำไรภายใต้ US GAAP จะให้เห็นภาพการก่อเกิดกำไรของธุรกิจที่เป็นจริงมากกว่า เวลาที่เราวิเคราะห์ US GAAP reserve ทาง Actuarial เราจะหัก DAC ออกจากเงินสำรอง ถึงแม้ว่าในรายงานการเงิน DAC จะถูกบันทึกในฝั่งสินทรัพย์ก็ตาม เช่นจากตัวอย่างนี้ US GAAP reserve จะเท่ากับ 220, 560 และ 900 บาท ณ สิ้นปีที่ 1, 2, 3 ตามลำดับ ปิดท้ายด้วยข้อสงสัยสำหรับบางท่านว่า กำไรภายใต้ US GAAP จะ smooth เท่ากันทุกปีเป๊ะเหมือนตัวอย่างนี้เสมอรึเปล่า คำตอบคือไม่ครับ อย่างน้อยมีสองสาเหตุที่ทำให้กำไรภายใต้ US GAAP ไม่ smooth ได้แก่
แต่ถึงแม้ผลกำไรไม่ Smooth เท่ากันทุกปีเป๊ะ US GAAP ก็ยังให้ภาพผลกำไรที่ smooth กว่าวิธีรายงานอื่นๆ จบแล้ว (แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว) ในความเป็นจริงการคำนวณ US GAAP reserve มีเนื้อหา technical ที่ค่อนข้างยากกว่าที่อธิบายในที่นี้มาก แต่ถ้าเราเข้าใจหลักการสำคัญแล้ว ก็ช่วยให้การต่อยอดความรู้ในระดับยากขึ้นไปทำได้ง่ายขึ้น หวังว่าท่านผู้อ่านเข้าใจบทความนี้ได้อย่าง Made Easy ตามที่ผมตั้งเป้านะครับ
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||